Section 4 Performance Results Based on Quality Criteria (Criterion 8 – Output and Outcomes)

Criterion 8 – Output and Outcomes

Criterion

Requirements

8.1 The pass rate, dropout rate, and average time to graduate are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

8.2 Employability as well as self-employment, entrepreneurship, and advancement to further studies, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

8.3 Research and creative work output and activities carried out by the academic staff and students, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

8.4 Data are provided to show directly the achievement of the programme outcomes, which are established and monitored.

8.5 Satisfaction level of the various stakeholders are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

Quality level assessment

Score 1 2 3 4 5
No. of Item 1 2 3 4 5

 

Result

8.1 The pass rate, dropout rate, and average time to graduate are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

Operational Result

หลักสูตรมีระบบการกำกับติดตาม อัตราการสำเร็จการศึกษา อัตราการออกกลางคัน และเวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษา โดยสำนักทะเบียนและประมวลผลทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลลงในระบบ MIS ของมหาวิทยาลัย ซึ่งหลักสูตรสามารถกำกับติดตามข้อมูลดังกล่าวได้ตลอดเวลา

ตารางที่ 8.1-1 ข้อมูลจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาและการออกกลางคันของนักศึกษาทุกๆปี (ข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี) 

สถานะ จำนวนนักศึกษา (ปีการศึกษาที่เข้าเรียน)
2568/2025 2567/2024 2566/2023 2565/2022 2564/2021 2563/2020 2562/2019
Intensive สมัคร 13 22 23 20 35 101 95
รายงานตัว 7 15 9 10 12 65 73
ลงทะเบียนเรียน 7 15 10 10 12 66 67
ปีที่ 1 ต้นปีการศึกษา:กำลังศึกษา 7 15 10 10 12 66 67
ลาออกกลางคัน 1 (6.67%) 1 (10.00%) 5 (50.00%) 2 (16.67%) 31 (46.97%) 13 (19.40%)
ปลายปีการศึกษา:กำลังศึกษา 7 (100.00%) 14 (93.33%) 9 (90.00%) 5 (50.00%) 10 (83.33%) 35 (53.03%) 54 (80.60%)
ลาออกกลางคัน (ระหว่างชั้นปี)   *1 (7.14%)       2 (5.71%) 17 (31.48%)
ปีที่ 2 ต้นปีการศึกษา:กำลังศึกษา   13 9 5 10 33 37
ลาออกกลางคัน   1 (10.00%) 9 (23.27%) 8 (21.62%)
ปลายปีการศึกษา:กำลังศึกษา   13 (100.00%) 9 (100.00%) 5 (100.00%) 9 (90.00%) 24 (72.73%) 29 (78.38%)
ลาออกกลางคัน (ระหว่างชั้นปี)             1 (3.45%)
ปีที่ 3 ต้นปีการศึกษา:กำลังศึกษา     9 5 9 24 28
ลาออกกลางคัน     1 (4.17%) 3 (10.71%)
ปลายปีการศึกษา:กำลังศึกษา     9 (100.00%) 5 (100.00%) 9 (100.00%) 23 (95.83%) 25 (89.29%)
ลาออกลางคัน (ระหว่างชั้นปี)              
ปีที่ 4 ต้นปีการศึกษา:กำลังศึกษา       5 9 23 25
ลาออกกลางคัน       1
ปลายปีการศึกษา:กำลังศึกษา       5 (100.00%) 9 (100.00%) 23 (100.00%) 24 (92.31%)
สำเร็จการศึกษา       5 (100.00%) 9 (100.00%) 22 (95.65%) 24 (100.00%)
เวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษา (ปี)       4 4 4.06 4

 

จากตารางข้างต้น พบว่า อัตราการออกกลางคันของนักศึกษาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในช่วงปีการศึกษา 2562-2563 และลดลงในปีการศึกษา 2564 และมีอัตราการออกกลางคันสูงถึง 50% ในปีการศึกษา 2565 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรได้ทำการวิเคราะห์สาเหตุ พบว่า

– นักศึกษาย้ายหรือลาออก เนื่องจาก

1) นักศึกษาไม่มีพื้นฐานความรู้ในภาษาอังกฤษที่ถูกใช้เป็นภาษาในการเรียนการสอน ทำให้ขาดความมั่นใจและเกรงว่าจะไม่สามารถเรียนจนจบหลักสูตรได้

2) ปัจจัยภายนอก กล่าวคือ นักศึกษาบางคนไม่พึงพอใจกับสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยที่ขาดสิ่งทันสมัยทางวัตถุซึ่งทำให้การดำเนินชีวิตไม่สะดวกสบาย

เมื่อทราบถึงสาเหตุ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรจึงได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในหลากหลายวิธีการ ดังนี้

การแก้ปัญหาที่ 1 ดำเนินการดังนี้

สำหรับนักศึกษาใหม่

1) จัดการเรียนการสอนปรับพื้นฐานความรู้ทางภาษษอังกฤษในช่วงฤดูร้อนก่อนเปิดภาคเรียน

2) จัดให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาในระหว่าการเรียนปรับพื้นฐาน เพื่อติดตามช่วยเหลือนักศึกษา

3) จัดให้มีกิจกรรมในระหว่างการเรียนปรับพื้นฐาน เพื่อลดความเครียดจากการเรียน และเพื่อเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ

สำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่

1) จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความรู้ทางภาษาอังกฤษ

2) จัดให้นักศึกษาที่มีปัญหาเข้าพบกับผู้สอนในรายวิชาที่ประสบปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข

3) ปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา

การแก้ปัญหาที่ 2 ดำเนินการดังนี้

1) ปรับทัศนคติให้กับนักศึกษาใหม่พร้อมกับเสนอแนะวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่

2) สร้างความรู้สึกของความเป็นเอกภาพและความผูกพันกับเพื่อน คณาจารย์ และสถาบัน

ผลการดำเนินงานพบว่า มีอัตราการออกกลางคันลดลง กล่าวคือ ปีการศึกษา 2566 มีอัตราการออกกลางคัน 10.00% ปีการศึกษา 2567 ลดลงเหลือเพียง 6.67% และในปีการศึกษา 2568 ลดลงเหลือ 0.00%

หลักสูตรได้ทำการเทียบเคียงกับคู่เทียบ คือ หลักสูตรศึกษาศาสาตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา และหลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ดังตารางที่ 8.1-2

ตารางที่ 8.1-2 คู่เทียบจำนวนอัตราการสำเร็จการศึกษา อัตราการออกกลางคัน และเวลาเฉลี่ยในการศึกษา

ข้อมูลเชิงเทียบเคียง ปีการศึกษา
2565 2566 2567 2568
B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C.
ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร

(ร้อยละ)

100.00 79.17 87.40 95.65 100.00 76.44 100.00 100.00 72.02 100.00 100.00 83.41
อัตราการออกกลางคัน

(ร้อยละ

11.94 25.00 12.21 2.13 14.29 21.33 2.63 2.56 21.10 2.86 13.16 8.78
เวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษา

(ปี)

4 4 4 4 4 4 4.06 4 4 4 4 4

หมายเหตุ B.E. คือ หลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ

E.D.E. คือ หลักสูตรศึกษาศาสาตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา

E.C. คือ หลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา

 

 

ภาพที่ 8.1-1 กราฟอัตราผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร

 

ภาพที่ 8.1-2 กราฟอัตราการออกกลางคัน

          ผลการวิเคราะห์พบว่า หลักสูตร B.E. มีอัตราการสำเร็จการศึกษาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าอยู่ระหว่างร้อยละ 95.65–100.00 ในช่วงปีการศึกษา 2566–2568 และสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับหลักสูตรคู่เทียบในทุกปีการศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการหลักสูตร ระบบติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน และมาตรการสนับสนุนทางวิชาการที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนด

ในด้านอัตราการออกกลางคัน พบว่า หลักสูตร B.E. มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนจากร้อยละ 11.94 ในปีการศึกษา 2565 เหลือเพียงร้อยละ 2.13–2.86 ในช่วงปีการศึกษา 2566–2568 ซึ่งต่ำกว่าหลักสูตรคู่เทียบส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหลักสูตร E.C. ที่ยังมีอัตราการออกกลางคันค่อนข้างสูงในบางปีการศึกษา (ร้อยละ 21.10–21.33) ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของระบบการดูแลนักศึกษา เช่น ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา การติดตามนักศึกษากลุ่มเสี่ยง และการให้คำปรึกษาทางวิชาการ

สำหรับเวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษา พบว่าหลักสูตร B.E. สามารถรักษาระยะเวลาเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 4 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาของหลักสูตรและใกล้เคียงกับหลักสูตรคู่เทียบ แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนสามารถดำเนินการศึกษาตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตรนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทียบเคียงดังกล่าวมาใช้ในการติดตามผลลัพธ์การดำเนินงาน (Monitoring and Benchmarking) เพื่อคงรักษาจุดแข็งด้านการคงอยู่ของนักศึกษาและการสำเร็จการศึกษา รวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนากลไกช่วยเหลือนักศึกษาที่มีความเสี่ยง เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิผลของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

Evidence

ID_Evidence Name_Evidence
8.1-1 อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา
8.1-2 ระบบกำกับติดตาม อัตราการสำเร็จการศึกษา การออกกลางคัน และระยะเวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษา (ระบบ MIS)
8.1-3 รายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2568
8.1-4 จำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ย้อนหลัง 5 ปี
8.1-5 ระยะเวลาเรียนเฉลี่ยของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา

 

8.2 Employability as well as self-employment, entrepreneurship, and advancement to further studies, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

Operational Result

หลักสูตรมีระบบการติดตามอัตราการได้งานทำ การเป็นผู้ประกอบการและการศึกษาต่อของผู้เรียน (หลังสำเร็จการศึกษา 1 ปี) ของบัณฑิต ซึ่งผลการติดตามเป็นดังตารางที่ 8.2-1

ตารางที่ 8.2-1 ผลการติดตามบัณฑิตที่ได้งานทำ ประกอบอาอาชีพอิสระ การเป็นผู้ประกอบการ และการศึกษาต่อของผู้เรียน ย้อนหลัง 7 ปี

รายการ ปีการศึกษาที่เก็บข้อมูล
ปี 2568 ปี 2567 ปี 2566 ปี 2565 ปี 2564 ปี 2563 ปี 2562
1. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีทั้งหมด 8 22 22 23 22 11 11
2. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ตอบแบบสำรวจเรื่องการมีงานทำภายใน 1 ปี หลังสำเร็จการศึกษา 8 20

 

18 23 16 6 10
3. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ได้งานทำหลังสำเร็จการศึกษา (ไม่นับรวมผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ 6 19 15 20 15 5 10
4. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ประกอบอาชีพอิสระ 1 1 3 2 1 1
5. จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีงานทำก่อนเข้าศึกษา
6. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา
7. เงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระ (ค่าเฉลี่ย) 21,071.43 19,300 26,516.67 21,195 18,833 16,833 16,900
8. ผลการประเมินจากความพึงพอใจของนายจ้างที่มีต่อผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตรามกรอบ TQF เฉลี่ย (คะแนนเต็ม 5) 4.68 4.26 4.37 4.69 4.33 4.43 4.10
9. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่มีกิจการของตนเองที่มีรายได้ประจำอยู่แล้ว
10. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่อุปสมบท 1
11. จำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่เกณฑ์ทหาร 1 1

หมายเหตุ ปี 2568  บัณฑิตเกณฑ์ทหาร 1 คน

ปี 2565 บัณฑิตบวช 1 คน

ปี 2562  บัณฑิตเกณฑ์ทหาร 1 คน

 

จากการจัดเก็บข้อมูลของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา และได้ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าหลังสำเร็จการศึกษา พบว่า มีอัตราได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสะภายใน 1 ปี มากกว่าร้อยละ 90 จากข้อมูลทำให้หลักสูตรได้ทราบถึงการมีงานทำ และคุณภาพของบัณฑิตจากผู้ประกอบการ เพื่อนำผล/ข้อเสนอแนะไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรและรายงานผลต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยต่อไป

หลักสูตรได้ทำการเทียบเคียงกับคู่เทียบ คือ คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรศึกษาศาสาตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา และหลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ดังตารางที่ 8.2-2

ตารางที่ 8.2-2 ข้อมูลเทียบเคียงผลการติดตามบัณฑิตที่ได้งานทำ ประกอบอาอาชีพอิสระ การเป็นผู้ประกอบการ และการศึกษาต่อของผู้เรียน

ข้อมูลเชิงเทียบเคียง ปีการศึกษา
2565 2566 2567 2568
B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C.
บัณฑิตที่ได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี

(ร้อยละ)

100.00 ไม่มีข้อมูล 81.68 100.00 ไม่มีข้อมูล 75.66 100.00 100.00 ไม่มีข้อมูล 100.00 60.00 ไม่มีข้อมูล

หมายเหตุ หลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ไม่มีข้อมูล เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนบัณฑิตในหลักสูตร

 

จากตารางที่ 8.2-2 พบว่า พบว่า พบว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ (B.E.) มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยบัณฑิตมีอัตราการได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 100 ในทุกปีการศึกษา (2565–2568) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหลักสูตรในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรคู่เทียบ พบว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา (E.C.) มีอัตราการมีงานทำอยู่ที่ร้อยละ 75.66–81.68 ซึ่งต่ำกว่าหลักสูตร B.E. ขณะที่หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา (E.D.E.) มีข้อมูลเฉพาะบางปีการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2567 มีค่าเท่ากับร้อยละ 100 และลดลงเป็นร้อยละ 60 ในปีการศึกษา 2568 ทั้งนี้ การเปรียบเทียบบางส่วนอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากข้อมูลของหลักสูตรคู่เทียบไม่ครบถ้วนในบางปีการศึกษา

ผลการติดตามบัณฑิตสะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรมีประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิตที่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือประกอบอาชีพได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยมีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มดีกว่าหลักสูตรคู่เทียบ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นสารสนเทศในการติดตามผลลัพธ์ของหลักสูตรและการปรับปรุงกระบวนการจัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตและรักษาความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตตามแนวทาง AUN-QA และ Outcome-Based Education (OBE) อย่างต่อเนื่อง

Evidence

ID_Evidence Name_Evidence
8.2-1 ระบบการติดตามข้อมูลภาวการมีงานทำ (Flow Chart)
8.2-2 ข้อมูลภาวะการมีงานทำย้อนหลัง 7 ปี (ปี 2562-2568)

 

8.3 Research and creative work output and activities carried out by the academic staff and students, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

Operational Result

คณะฯ ได้ดำเนินการพัฒนาระบบและกลไกในการจัดเก็บ กำกับติดตาม และประเมินผลผลงานวิจัย ผลงานสร้างสรรค์ และกิจกรรมทางวิชาการที่ดำเนินการโดยบุคลากรสายวิชาการและผู้เรียนอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การจัดเก็บในฐานข้อมูลกลาง ตลอดจนการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงบริหารและเชิงวิชาการ

ในการดำเนินงาน คณะฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนา และสำนักนโยบายและแผน ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น ระบบ TRSU.IR เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ของบุคลากรและผู้เรียน โดยเริ่มใช้งานในปีการศึกษา 2567 และในปีการศึกษา 2568 ได้มีการนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเชิงบริหาร (MIS Manager) มาใช้ในการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศจากหลายแหล่ง เพื่อสนับสนุนการติดตามผล การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับคณะและมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ คณะฯ มีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการติดตามผลการดำเนินงาน เช่น จำนวนผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในกิจกรรมทางวิชาการ โดยมีการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอในระดับคณะและมหาวิทยาลัย

ในด้านการเทียบเคียง (Benchmarking) คณะฯ ได้นำข้อมูลผลการดำเนินงานไปเปรียบเทียบกับหน่วยงานหรือสถาบันอุดมศึกษาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และระบุแนวทางการพัฒนา ทั้งนี้ ผลจากการเทียบเคียงถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์ การส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรและผู้เรียน ตลอดจนการยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง

จากการจัดเก็บและกำกับติดตาม พบว่ามีผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ดังนี้

ตารางที่ 8.3-1 ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

ผลงานทางวิชาการ ค่าน้ำหนัก จำนวนผลงาน
ปีการศึกษา 2567 ปีการศึกษา 2568
1. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏใน ฐานข้อมูลตามประกาศ ก.พ.อ. หรือระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาว่าด้วย หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ทางวิชาการ พ.ศ. 2566 1.0 2 1
2. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 0.8   2
3. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2 0.6 2
4. ผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตร (Patent) 1.0
5. ผลงานที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตร (Petty Patent) 0.4

 

และจากการเก็บข้อมูลผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรย้อนหลัง 7 ปี พบว่ามีจำนวนผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ดังนี้

ตารางที่ 8.3-2 ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรย้อนหลัง 7 ปี

ผลงานทางวิชาการ ค่าน้ำหนัก จำนวนผลงาน
2568 2567 2566 2565 2564 2563 2562
1. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏใน ฐานข้อมูลตามประกาศ ก.พ.อ. หรือระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาว่าด้วย หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ทางวิชาการ พ.ศ. 2566 1.0 1 2 4 1 8 4
2. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 0.8 2
3. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2 0.6 2 3 1 1 1
4. ผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตร (Patent) 1.0 1
5. ผลงานที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตร (Petty Patent) 0.4

 

ตารางที่ 8.3-3 ผลงานวิจัยของของนักศึกษาย้อนหลัง 3 ปี

ปีการศึกษา จำนวนงานวิจัย หมายเหตุ
2568 3 เรื่อง ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ จำนวน 1 เรื่อง
2567 3 เรื่อง ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ จำนวน 1 เรื่อง
2566 6 เรื่อง

 

หลักสูตรได้ทำการเทียบเคียงกับคู่เทียบ คือ คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรศึกษาศาสาตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา และหลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ดังตารางที่ 8.3-4

ตารางที่ 8.3-4 ข้อมูลเทียบเคียงผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ปีการศึกษา 2565-2568

ข้อมูลเชิงเทียบเคียง ปีการศึกษา
2565 2566 2567 2568
B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C. B.E. E.D.E. E.C.
1. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏใน ฐานข้อมูลตามประกาศ ก.พ.อ. หรือระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาว่าด้วย หลักเกณฑ์การพิจารณาวารสารทางวิชาการสำหรับการเผยแพร่ทางวิชาการ พ.ศ. 2566 4 2 2 2 1 1 4
2. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 2
3. บทความวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับสมบูรณ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฏในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2 1 2 3 1 4 2 3 3 2 1
4. ผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตร (Patent)
5. ผลงานที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตร (Petty Patent)
รวม 5 2 2 3 1 4 4 3 5 3 3 5

 

 

 ภาพที่ 8.3-1 กราฟงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ

 

          จากข้อมูลข้างต้น พบว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ (B.E.) มีผลการดำเนินงานด้านผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนผลงานรวมเท่ากับ 5, 3, 4 และ 3 ผลงานตามลำดับ

เมื่อพิจารณาประเภทของผลงาน พบว่าอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2565 มีจำนวนสูงถึง 4 ผลงาน และในปีการศึกษา 2568 มีจำนวน 1 ผลงาน นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์ในวารสารฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 และ TCI กลุ่มที่ 2 อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2568 ที่มีผลงานใน TCI กลุ่มที่ 1 จำนวน 2 ผลงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างผลงานวิชาการในระดับคุณภาพที่หลากหลาย

เมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรคู่เทียบ พบว่าในบางปีการศึกษา หลักสูตร B.E. มีจำนวนผลงานทางวิชาการสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับหลักสูตรคู่เทียบ เช่น ในปีการศึกษา 2565 หลักสูตรมีผลงานรวมสูงกว่าทั้ง E.D.E. และ E.C. ขณะที่ในปีการศึกษา 2567–2568 หลักสูตร E.C. มีจำนวนผลงานรวมสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หลักสูตร B.E. มีจุดเด่นด้านการเผยแพร่ผลงานในวารสารระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร

หลักสูตรได้จัดเก็บ กำกับติดตาม และเปรียบเทียบข้อมูลด้านผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรกับหลักสูตรคู่เทียบอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรมีศักยภาพในการสร้างผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและสามารถรักษาระดับการผลิตผลงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หลักสูตรได้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนการวิจัย การตีพิมพ์เผยแพร่ และการพัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการของอาจารย์ เพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนที่บูรณาการกระบวนการวิจัยผ่านรายวิชา 121 211 การวิจัยทางธุรกิจ (Business Research) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐาน ขั้นตอน และกระบวนการดำเนินงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ตลอดจนพัฒนาทักษะในการออกแบบและดำเนินการวิจัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย สามารถนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาชีพนักวิจัย

ในการดำเนินการดังกล่าว ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดประเด็นวิจัยและออกแบบวิธีการวิจัยด้วยตนเอง ภายใต้การให้คำปรึกษาและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดกระบวนการวิจัย โดยมีการวางแผนและติดตามความก้าวหน้าตามแผนการจัดการเรียนการสอนที่ระบุไว้ใน มคอ.3 และมีการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงใน มคอ.5 อย่างเป็นระบบ

ในปีการศึกษา 2568 ปรากฏผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการดำเนินการดังกล่าว โดยมีผลงานวิจัยของนักศึกษาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดร่วมกับอาจารย์ผู้สอน จนสามารถเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus (Quartile 4) จำนวน 1 เรื่อง คือ “Intercultural Competence as a Mediator Between Emotional Intelligence and Job Satisfaction: Insights from Teaching Professionals in Thailand by:” โดย Chatchalai Sukmueang และWiphawadee Leephetwongngam ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Consumer Research

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระบวนการเทียบเคียง (Benchmarking) สำหรับการกำกับติดตามและพัฒนางานวิจัยของนักศึกษา หลักสูตรยังมิได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน ทั้งนี้ หลักสูตรมีแผนที่จะพัฒนากลไกดังกล่าวในอนาคต โดยการศึกษาคู่เทียบที่เหมาะสมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการกำกับติดตามและยกระดับคุณภาพผลงานวิจัยของนักศึกษาให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Evidence

ID_Evidence Name_Evidence
8.3-1 ตารางสรุปผลงานทางวิชาการของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรย้อนหลัง 5 ปี
8.3-2 มคอ.3 รายวิชาการวิจัยทางธุรกิจ
8.3-3 มคอ.5 รายวิชาการวิจัยทางธุรกิจ
8.3-4 ตัวอย่างงานวิจัยของนักศึกษา
8.3-5 งานวิจัยของนักศึกษาที่ตีพิมพ์เผยแพร่

 

8.4 Data are provided to show directly the achievement of the programme outcomes, which are established and monitored.

Operational Result

หลักสูตรมีการประเมินเพื่อวัดผลสำเร็จของผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตร และจัดเก็บกำกับติดตามโดยคณะกรรมการบริหารหลักสูตร โดยให้นักศึกษาประเมินตนเองเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประเมินตนเองตามผลลัพธ์การเรียนรู้ (LO) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF 5 ด้าน) ของหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562 ดังตารางที่ 8.4-1

ตารางที่ 8.4-1 ผลการประเมินผลลัพืการเรียนรู้ (Los) ตามกรอบ TQF 5 ด้าน โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4

รายการประเมิน ปีการศึกษา
2564 2563
1.ด้านคุณธรรม จริยธรรม 4.44 3.55
2.ด้านความรู้ 3.88 3.57
3.ด้านทักษะทางปัญญา 4.19 3.70
4.ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.38 3.66
5.ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.04 3.15

 

และประเมินตนเองตามผลลัพธ์การเรียนรู้ (LO) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF 4 ด้าน) ของหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562 ดังตารางที่ 8.4-2

ตารางที่ 8.4-2 ผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (Los) ตามกรอบ TQF (ปรับปรุง 4 ด้าน) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4

รายการประเมิน ปีการศึกษา
2568 2567 2566 2565
1. ด้านความรู้ (Knowledge) 4.15 4.28 4.02 3.94
2. ด้านทักษะ (Skills) 4.32 4.20 3.96 3.94
3. ด้านจริยธรรม (Ethic) 4.60 4.39 4.08 4.03
4. ด้านลักษณะบุคคล (Character) 4.36 4.34 4.00 4.14

 

จากตารางที่ 8.4-2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยโดยรวมของทุกด้านอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ยมากกว่า 3.50) และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2568 ที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าปีที่ผ่านมาในหลายด้าน สะท้อนถึงประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตร เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า

– ด้านความรู้ (Knowledge) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 3.94 (2565) เป็น 4.15 (2568) แม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นในปี 2567 เป็น 4.28 ก่อนลดลงเล็กน้อยในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรสามารถพัฒนาความรู้ของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง

– ด้านทักษะ (Skills) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 3.94 (2565) เป็น 4.32 (2568) ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการส่งเสริมทักษะการปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ด้านจริยธรรม (Ethic) มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในทุกปี และเพิ่มขึ้นจาก 4.03 (2565) เป็น 4.60 (2568) แสดงให้เห็นว่านักศึกษามีการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเด่นชัด

– ด้านลักษณะบุคคล (Character) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยรวมจาก 4.14 (2565) เป็น 4.36 (2568) แม้จะมีการลดลงเล็กน้อยในปี 2566 แต่มีการฟื้นตัวและพัฒนาต่อเนื่องในปีถัดมา สะท้อนถึงการส่งเสริมทักษะด้านบุคลิกภาพ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองของนักศึกษา

สำหรับนักศึกษาทุกชั้นปี เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรได้ดำเนินการให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ประเมินตนเองตาม YLO ของหลักสูตรปรับปรุงพ.ศ. 2567 รายละเอียดดังตารางที่ 8.4-3 และตามรางที่ 8.4-4

ตารางที่ 8.4-3 ผลการประเมินตนเองตามผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับชั้นปี (YLO) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1

ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับชั้นปี YLO ผลการประเมินตนเอง
2567 2568
(1) สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ ทั้งร่างกายและจิตใจ มีบุคลิกภาพที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์และสามารถปรับและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีจิตสาธารณะ 4.00 4.17
(2) สามารถใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ 4.33 4.50
(3) สามารถฟังพูด อ่านเขียนภาษาอังกฤษและประยุกต์ความรู้ภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษเบื้องต้นเพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้ในประเด็นต่างๆ 4.67 3.50
(4) สามารถเลือกและใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเบื้องต้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ได้ 4.33 4.00
ค่าเฉลี่ย 4.33 4.04

 

ตารางที่ 8.4-4 ผลการประเมินตนเองตามผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับชั้นปี (YLO) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 2

ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับชั้นปี YLO ผลการประเมินตนเอง
2568
(1) สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ คิดอย่างสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการทำงาน 4.23
   
(2) สามารถใช้ทักษะทั้ง 4 ด้านของภาษาอังกฤษในการสื่อสารในเบื้องต้นในบริบทต่างๆทางธุรกิจในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม 4.38
(3) มีจริยธรรมในการทำงานและมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมในทุกมิต 4.54
ค่าเฉลี่ย 4.38

 

และนักศึกษาชั้นปีทื่ 4 ประเมินตนเองตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ของหลักสูตรปรับปรุงพ.ศ. 2562 ดังตารางที่ 8.4-5

ตารางที่ 8.4-5 ผลการประเมินตนเองตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562)โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3-4

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ผลการประเมินตนเอง
ชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 4
(1) ปลูกฝังและพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถปรับตัวในการทำงานกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม 4.44 4.40
(2) ผลิตบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพในศาสตร์ทางภาษา มีความสามารถในการปฏิบัติงานทางธุรกิจในสภาพการทำงานที่แตกต่างและมีความสามารถในการบริหารจัดการตามสาขาวิชาชีพ มีพื้นฐานความรู้ ความสามารถในเชิงวิชาการเพื่อการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาความรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต 4.33 4.40
(3) ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในสาขาวิชาแก้ปัญหาทั้งส่วนตน และปัญหาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ 4.33 4.40
(4) ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ การวิจัยและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ 4.44 4.60
ค่าเฉลี่ย 4.39 4.45

         

นอกจากมีการกำกับติดตามถึงการบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตรที่ดำเนินการเมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา/สำเร็จการศึกษาแล้ว คณะกรรมการบริหารหลักสูตรยังมีระบบการกำกับติดตามข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเสร็จของหลักสูตรเพิ่มเติม ดังนี้

  1. ระบบการติดตามผลการเรียนของนักศึกษาตั้งแต่ช่วงการเรียนปรับพื้นฐาน และผลการเรียนในทุกชั้นปี
  2. ระบบการติดตามเพื่อให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษาตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยมีการวางแผนการศึกษาตลอดหลักสูตร
  3. ระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับการทดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-4
  4. มหาวิทยาลัยฯ และหลักสูตรดำเนินการจัดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานสำหรับนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายเพื่อวัดความรู้ของนักศึกษาและเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่อาชีพ
  5. มีการประเมินระดับการบรรลุ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้ง 4 ด้าน” ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านจริยธรรม และด้านลักษณะบุคคล ในทุกชั้นปีเมื่อสิ้นปีการศึกษา
  6. มีการประเมินระดับการบรรลุ “การนำมาตรฐานอุดมศึกษาสู่การปฏิบัติให้เกิดผล” ได้แก่ ด้านผลลัพธ์ผู้เรียนสู่การปฏิบัติให้เกิดผล ด้านการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการบริการวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย และด้านบริหารจัดการ ในทุกชั้นปีเมื่อสิ้นปีการศึกษา
  7. มีการประเมินการบรรลุ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้ง 5 ด้าน ของบัณฑิตที่ประเมินโดยผู้ใช้บัณฑิต

Evidence

ID_Evidence Name_Evidence
8.4-1 ผลการประเมิน LOs ตามกรอบ TQF 5 ด้าน โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ปีการศึกษา 2563-2564)
8.4-2 ผลการประเมิน LOs ตามกรอบ TQF 4 ด้าน โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ปรับปรุง) (ปีการศึกษา 2565-2568)
8.4-3 ผลการประเมินตนเองตาม YLO โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1
8.4-4 ผลการประเมินตนเองตาม YLO โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 2
8.4-5 ผลการประเมินตนเองตาม LO (วัตถุประสงค์ของหลักสูตร)โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3-4
8.4-6 ผลการเรียนของนักศึกษาช่วงการเรียนปรับพื้นฐาน
8.4-7 ผลการเรียนของนักศึกษาทุกชั้นปี
8.4-8 แผนการศึกษาตลอดหลักสูตร
8.4-9 ระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับการทดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐาน (ระบบฝึกทำข้อสอบ TOEIC)
8.4-10 ผลการสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานสำหรับนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย
8.4-11 ผลประเมินระดับการบรรลุ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้ง 4 ด้าน”
8.4-12 ผลประเมินระดับการบรรลุ “การนำมาตรฐานอุดมศึกษาสู่การปฏิบัติให้เกิดผล”
8.4-13 การประเมินการบรรลุ “ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้ง 5 ด้าน ของบัณฑิตที่ประเมินโดยผู้ใช้บัณฑิต

 

8.5 Satisfaction level of the various stakeholders are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.

Operational Result

หลักสูตรมีกระบวนการติดตามระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนักศึกษาปัจจุบัน กลุ่มอาจารย์ในหลักสูตร และกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต มีการวัดระดับความพึงพอใจโดยการใช้แบบสอบถาม ผลการประเมินความพึงพอใจเป็นดังนี้

  1. นักศึกษาปัจจุบัน

– ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน โดยหลักสูตรได้ดำเนินการเก็บรวมรวมข้อมูล และติดตามข้อมูลย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี ดังตารางที่ 8.5-1

ตารางที่ 8.5-1 ผลการประเมินความพึงพอใจเฉลี่ยของนักศึกษา (ทุกชั้นปี) ที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน

หัวข้อการประเมิน ปีการศึกษา
2564 2565 2566 2567 2568
1. หลักสูตร 3.38 3.96 4.08 3.67 4.21
2. อาจารย์ผู้สอน 3.44 3.90 4.22 3.76 4.37
3. สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 2.98 3.87 3.84 3.52 4.07
4. การจัดการเรียนการสอน 3.48 3.92 4.16 3.74 4.35
5. การวัดและประเมินผล 3.31 3.80 4.09 3.74 4.27
6. การเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษา 3.57 3.90 4.24 3.86 4.49
ความพึงพอใจเฉลี่ย 3.36 3.89 4.11 3.72 4.29

 

จากตารางที่ 8.5-1 พบว่า ความพึงพอใจเฉลี่ยของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในช่วงปีการศึกษา 2564–2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยรวม จาก 3.36 ในปีการศึกษา 2564 เป็น 4.29 ในปีการศึกษา 2568 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกของหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอนและการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษา แม้ว่าจะพบการลดลงของคะแนนในปีการศึกษา 2567 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3.72 เมื่อเทียบกับ 4.11 ในปีการศึกษา 2566 แต่สามารถกลับมาปรับตัวสูงขึ้นในปีการศึกษา 2568

เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษา มีคะแนนสูงที่สุดในปีการศึกษา 2568 (4.49) รองลงมา ได้แก่ อาจารย์ผู้สอน (4.37) และ การจัดการเรียนการสอน (4.35) แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรสามารถพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนักศึกษามีความพึงพอใจต่อคุณภาพของผู้สอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้

ในส่วนของ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ แม้จะมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่นในหลายปี โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2564 (2.98) แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็น 4.07 ในปีการศึกษา 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาและปรับปรุงทรัพยากร สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนมากขึ้น

สำหรับการลดลงของคะแนนในปีการศึกษา 2567 พบว่าคะแนนลดลงในทุกองค์ประกอบ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนการสอนในบางรายวิชาและประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลักสูตรได้นำผลสะท้อนกลับของนักศึกษาเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์และปรับปรุงการดำเนินงาน ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจในปีการศึกษา 2568 เพิ่มขึ้นในทุกด้าน

หลักสูตรดำเนินจัดเก็บและกำกับติดตามข้อมูลความพึงพอใจของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และนำผลการประเมินมาใช้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจของนักศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานของหลักสูตรและการใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

– ผลการสำรวจความพึงพอใจที่นักศึกษามีต่ออาจารย์ผู้สอน ซึ่งอาจารย์ผู้สอนในแต่ละปีจะแตกต่างกันไปตามรายวิชาที่เปิดสอน โดยหลักสูตรได้ดำเนินการเก็บรวมรวมข้อมูล มาแล้วเป็นเวลา 4 ปี ปรากฏดังตารางที่ 8.5-2

ตารางที่ 8.5-2 ผลการประเมินความพึงพอใจที่นักศึกษามีต่ออาจารย์ผู้สอน

ชื่ออาจารย์ ผลการประเมิน
ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
Assoc.Prof.Dr Boonroung Chunsuwimol 3.93 3.89 3.97
Aj. David Harison 4.22 4.76 4.68  
Dr.Ekta Rana 3.59 3.95 4.08 4.16
Dr.Joe Capehart 3.73 4.35 4.50 4.36
Aj.Leo Anthony Flores 4.46 4.73 4.67 4.61
Aj.Omega Rose Allanic 4.76 4.86 4.80
Aj.Willard Jeff Pada 4.15 4.25
Aj.Brandon       4.18
Dr.Pushpraj Singh       4.20

 

– การสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนการสอน (จากระบบ MIS)

มหาวิทยาลัยได้จัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อให้นักศึกษาได้ประเมินการเรียนการสอนแต่ละรายวิชา (Evaluation System) โดยนักศึกษาจะต้องประเมินภาคการศึกษาละครั้ง คือ ช่วงปลายภาคเรียน และอาจารย์ผู้สอนจะนำผลการประเมินไปปรับปรุงการสอนในครั้งต่อไป

  1. อาจารย์ในหลักสูตร

ดำเนินสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของอาจารย์ที่มีต่อหลักสูตร โดยหลักสูตรเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2566 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินการเป็นดังตารางที่ 8.5-3

ตารางที่ 8.5-3 ผลการประเมินความพึงพอใจของอาจารย์ที่มีต่อหลักสูตร

หัวข้อการประเมิน ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
1. ด้านกระบวนการรับและคัดเลือกอาจารย์ Instructor recruiting and selection process 4.00 4.53 4.28
2. ด้านการบริหารและพัฒนาอาจารย์ Instructor management and development 4.00 4.36 4.24
3. ด้านกระบวนการเรียนการสอน The teaching and learning process 4.14 4.34 4.21
4. ด้านกระบวนการกำกับดูแลการบริหารจัดการหลักสูตร Curriculum Management Process 4.02 4.24 4.13
ค่าเฉลี่ย 4.04 4.37 4.22

 

จากตารางข้างต้น พบว่า โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับสูงทุกปี (ค่าเฉลี่ยมากกว่า 4.00) สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการหลักสูตรในภาพรวม ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเชิง แนวโน้ม (trend) พบว่า ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 4.04 ในปี 2566 เป็น 4.37 ในปี 2567 ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเป็น 4.22 ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ค่าคะแนนยังคงอยู่ในระดับดี แสดงถึงความต่อเนื่องของคุณภาพการดำเนินงาน

เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า

– ด้านกระบวนการรับและคัดเลือกอาจารย์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 (4.53) ก่อนลดลงเล็กน้อยในปี 2568 (4.28) สะท้อนถึงการพัฒนาระบบคัดเลือกอย฿ในระดับดี (≥4.00) แต่ยังควรรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

– ด้านการบริหารและพัฒนาอาจารย์ และ ด้านกระบวนการเรียนการสอน มีแนวโน้มในลักษณะเดียวกัน คือเพิ่มขึ้นในปี 2567 และลดลงเล็กน้อยในปี 2568 แสดงถึงโอกาสในการปรับปรุงเพื่อรักษาความพึงพอใจในระยะยาว

– ด้านกระบวนการกำกับดูแลการบริหารจัดการหลักสูตร มีค่าคะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับด้านอื่นในทุกปี แม้จะอยู่ในระดับดี แต่สะท้อนถึง ช่องว่าง (gap) ที่หลักสูตรควรให้ความสำคัญในการพัฒนา

ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้ความพึงพอใจโดยรวมจะอยู่ในระดับสูง แต่มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในปีล่าสุดในทุกด้าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความคาดหวังของอาจารย์ที่เพิ่มขึ้นหรือข้อจำกัดในการดำเนินงานในบางประเด็น ดังนั้น หลักสูตรจึงวางแผนดำเนินการ ดังนี้

– นำข้อมูลสะท้อนกลับ (feedback) จากอาจารย์มาวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละด้าน โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการหลักสูตร

– พัฒนากลไกสนับสนุนอาจารย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาศักยภาพ การลดภาระงานที่ไม่จำเป็น

– ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการบริหารหลักสูตรให้มีความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการของอาจารย์มากขึ้น

โดยสรุป หลักสูตรมีผลการดำเนินงานด้านความพึงพอใจของอาจารย์อยู่ในระดับดีอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มพัฒนาในทางที่ดีขึ้นในช่วงปี 2566–2567 และแม้จะมีการลดลงเล็กน้อยในปี 2568 แต่ยังคงสะท้อนถึงคุณภาพของระบบบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม หลักสูตรควรดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อรักษาและยกระดับความพึงพอใจของอาจารย์ในระยะยาว

  1. ผู้ใช้บัณฑิต

ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อนักศึกษาฝึกงาน โดยหลักสูตรได้ดำเนินการเก็บรวมรวมข้อมูล  5 ปี ย้อนหลัง ปรากฏดังตารางที่ 8.5-4

ตารางที่ 8.5-4 ผลการประเมินความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อนักศึกษาฝึกงาน

หัวข้อการประเมิน ปี 2564 ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567 ปี2568
ผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน  
1.ผลการเรียนรู้คุณธรรมและจริยธรรม (Moral and ethical learning outcomes) 4.51 4.49 4.43 4.63 4.44
2.ผลการเรียนรู้และความเข้าใจ (knowledge and Understanding Learning Outcomes) 4.12 4.30 4.33 4.56 4.30
3.ผลลัพธ์การเรียนรู้ทางปัญญา (Cognitive Learning outcomes) 4.00 4.06 4.07 4.33 4.33
4.ทักษะระหว่างบุคคลและผลการเรียนรู้ความรับผิดชอบ (Interpersonal Skills and Responsibility Learning Outcomes) 4.32 4.42 4.31 4.79 4.53
5.ผลการเรียนรู้ด้านคำนวณและทักษะ IT (Numeracy and IT Skills Learning Outcomes) 4.20 4.00 4.22 4.31 4.30

จากข้อมูลผลการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้ง 5 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมทุกด้านมีค่าคะแนนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (มากกว่า 4.00) สะท้อนถึงประสิทธิผลของหลักสูตรในการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเชิง แนวโน้ม (trend) พบว่า ผลการประเมินมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในปีการศึกษา 2567 ก่อนจะลดลงเล็กน้อยในปีการศึกษา 2568 แต่ยังคงอยู่ในระดับดี

เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า

– ด้านคุณธรรมและจริยธรรม มีค่าคะแนนอยู่ในระดับสูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2567 (4.63) ก่อนลดลงเล็กน้อยในปี 2568 (4.44) สะท้อนถึงความต่อเนื่องในการปลูกฝังค่านิยมที่เหมาะสม

– ด้านความรู้และความเข้าใจ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2567 (4.56) ก่อนลดลงในปี 2568 (4.30) แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวก แต่ยังมี gap ในการรักษาระดับผลลัพธ์

– ด้านทักษะทางปัญญา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคงที่ในระดับ 4.33 ในช่วง 2 ปีล่าสุด สะท้อนถึงความมั่นคงของการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์

– ด้านทักษะระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ เป็นด้านที่มีค่าคะแนนสูงสุด โดยเฉพาะในปี 2567 (4.79) และยังคงอยู่ในระดับสูงในปี 2568 (4.53) แสดงถึงจุดแข็งของหลักสูตร

– ด้านทักษะการคำนวณและ IT มีความผันผวนเล็กน้อย โดยลดลงในปี 2565 ก่อนจะเพิ่มขึ้นและทรงตัวในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนถึงการพัฒนาแต่ยังควรเสริมความต่อเนื่อง

แม้ว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ทุกด้านจะอยู่ในระดับดี แต่พบ gap เชิงแนวโน้ม คือการลดลงเล็กน้อยในปี 2568 เกือบทุกด้าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความท้าทายในการรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรเห็นควรดำเนินการ ดังนี้

– วิเคราะห์ feedback จากผู้เรียนและผู้ใช้บัณฑิต (stakeholder feedback) เพื่อระบุปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์

– พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะด้านความรู้และความเข้าใจ และด้านทักษะ IT ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง

– เสริมกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการคิดวิเคราะห์ เพื่อรักษาจุดแข็งในด้านทักษะทางปัญญาและทักษะระหว่างบุคคล

– วิเคราะห์ผู้เรียนในชั้นปีที่ 4 เพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็งเพื่อปรับปรุงก่อนการฝึกงาน

โดยสรุป หลักสูตรมีผลการดำเนินงานด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับดีอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการเชิงบวกในช่วงปีการศึกษา 2564–2567 แม้จะมีการปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2568 แต่ยังคงสะท้อนถึงความสามารถของหลักสูตรในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต โดยหลักสูตรได้ดำเนินการเก็บรวมรวมข้อมูล และติดตามข้อมูลย้อนหลัง 6 ปี ปรากฏดังตารางที่ 8.5-5

ตารางที่ 8.5-5 ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต

หัวข้อการประเมิน ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
ผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน
1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ 5.00 4.30 4.49 4.70 4.48 5.00
2. ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ 4.40 4.27 4.49 4.00 4.36 4.73
3. ด้านเชาว์ปัญญาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน 4.12 4.42 4.60 4.10 4.00 4.20
4. ด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานและความรับผิดชอบ 4.47 4.30 4.80 4.25 4.44 4.80
5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 4.40 4.32 4.69 4.20 4.04 4.67
ผลลัพธ์ผู้เรียน 3 ด้าน
1. ด้านความเป็นผู้รอบรู้ 4.67 4.35 4.77 4.50 4.32 4.53
2. ด้านความคิดสร้างสรรค์ 3.86 4.22 4.51 4.15 4.04 4.13
3. ด้านความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง 4.00 4.32 4.74 4.05 4.44 4.93
ทักษะศตวรรษที่ 21
1. ด้านภาษาอังกฤษ 4.20 4.70 4.83 4.45 4.36 4.93
2. ด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 4.53 4.27 4.69 4.55 4.24 4.53
3. ด้านทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี 4.60 4.05 4.54 4.55 4.00 4.00
4. ด้านทักษะอาชีพ 4.50 4.34 4.51 4.55 4.48 4.48

 

จากตารางที่ 8.5-5 พบว่า โดยภาพรวมทุกมิติอยู่ในระดับดีถึงดีมาก (มากกว่า 4.00) สะท้อนถึงคุณภาพของบัณฑิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเชิง แนวโน้ม (trend) พบว่า คะแนนมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะผันผวนในบางช่วงปี แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในปี 2568 ในหลายตัวชี้วัด

1) กลุ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน

– ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ มีคะแนนสูงและสม่ำเสมอ โดยกลับมาอยู่ในระดับสูงสุด (5.00) ในปี 2568 สะท้อนถึงจุดแข็งของหลักสูตร

– ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2568 (4.73) หลังจากลดลงในปี 2566 (4.00) แสดงถึงการปรับปรุงที่มีประสิทธิผล

– ด้านเชาว์ปัญญา มีแนวโน้มผันผวนและลดลงในบางปี (ต่ำสุด 4.00 ในปี 2567) สะท้อน gap ในการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

– ด้านปฏิสัมพันธ์และความรับผิดชอบ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นในปี 2568 (4.80) เป็นอีกหนึ่งจุดแข็ง

– ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และ IT มีความผันผวน โดยลดลงในปี 2567 (4.04) ก่อนเพิ่มขึ้นในปี 2568 (4.67) สะท้อนการปรับตัวของหลักสูตร

2) กลุ่มผลลัพธ์ผู้เรียน

–  ด้านความเป็นผู้รอบรู้ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้มีการลดลงเล็กน้อยในบางปี

– ด้านความคิดสร้างสรรค์ เป็นด้านที่มีค่าคะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับด้านอื่น (เริ่มที่ 3.86) แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังสะท้อน gap ที่ควรพัฒนา

– ด้านความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสูงถึง 4.93 ในปี 2568 สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียนด้านคุณลักษณะพลเมือง

3) กลุ่มทักษะศตวรรษที่ 21

– ด้านภาษาอังกฤษ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสูงถึง 4.93 ในปี 2568 แสดงถึงการพัฒนาที่โดดเด่น

– ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม อยู่ในระดับดี แต่มีความผันผวน สะท้อนโอกาสในการพัฒนาให้มีความต่อเนื่อง

– ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี มีแนวโน้มลดลงในช่วงหลัง (เหลือ 4.00 ในปี 2567–2568) สะท้อน gap ที่ชัดเจน

– ด้านทักษะอาชีพ อยู่ในระดับคงที่และสม่ำเสมอ (ประมาณ 4.48–4.55)

ผลการวิเคราะห์สะท้อนว่า หลักสูตรมีจุดแข็งด้านคุณธรรม จริยธรรม ทักษะสังคม และภาษาอังกฤษ แต่ยังมี gap ในด้าน

– ความคิดสร้างสรรค์

– ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (cognitive skills)

– ทักษะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ

ดังนั้น หลักสูตรเห็นควรดำเนินการตาม improvement loop ดังนี้

– ใช้ stakeholder feedback (ผู้ใช้บัณฑิต) เพื่อปรับปรุง PLOs และ CLOs ให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

–  เพิ่มการจัดการเรียนรู้แบบ active learning / project-based / problem-based learning เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการคิดขั้นสูง

– เสริมทักษะด้าน digital literacy และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านรายวิชาและกิจกรรมเสริม

– บูรณาการการใช้ภาษาอังกฤษในรายวิชา (English-integrated learning) เพื่อรักษาจุดแข็ง

หลักสูตรได้เทียบเคียงข้อมูลความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต กับหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ปรากฏดังตารางที่ 8.5-6

ตารางที่ 8.5-6 ข้อมูลเทียบคียงความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต ปีการศึกษา 2568

หัวข้อการประเมิน ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต
BE EDE
ผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน
1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ 5.00 4.20
2. ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ 4.73 4.11
3. ด้านเชาว์ปัญญาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน 4.20 4.13
4. ด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานและความรับผิดชอบ 4.80 4.14
5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 4.67 4.23
ผลลัพธ์ผู้เรียน 3 ด้าน
1. ด้านความเป็นผู้รอบรู้ 4.53 4.26
2. ด้านความคิดสร้างสรรค์ 4.13 4.24
3. ด้านความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง 4.93 4.20
ทักษะศตวรรษที่ 21
1. ด้านภาษาอังกฤษ 4.93 4.50
2. ด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 4.53 4.25
3. ด้านทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี 4.00 4.27
4. ด้านทักษะอาชีพ 4.48 4.12
ค่าเฉลี่ย 4.69 4.12

         

จากตารางที่ 8.5-6 พบว่า โดยภาพรวมหลักสูตร B.E. มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงกว่าอย่างชัดเจน (4.69 เทียบกับ 4.12) สะท้อนถึงคุณภาพบัณฑิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตได้ในระดับที่ดีกว่า เมื่อพิจารณาในเชิง gap analysis พบว่า B.E. มีค่าคะแนนสูงกว่า E.D.E. ในเกือบทุกมิติ

ในกลุ่ม “ผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้าน” พบว่าหลักสูตร B.E. มีความโดดเด่นในทุกด้าน โดยเฉพาะด้าน คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ (5.00 เทียบกับ 4.20) และด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานและความรับผิดชอบ (4.80 เทียบกับ 4.14) ซึ่งสะท้อนถึงจุดแข็งด้านคุณลักษณะและทักษะทางสังคมของบัณฑิต อย่างไรก็ตาม ด้านเชาว์ปัญญา มีความแตกต่างไม่มากนัก (4.20 เทียบกับ 4.13) แสดงถึงระดับผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน

ในส่วนของกลุ่ม “ผลลัพธ์ผู้เรียน 3 ด้าน” พบว่า B.E. มีคะแนนสูงกว่าในด้านความเป็นผู้รอบรู้และความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะด้านพลเมืองที่เข้มแข็ง (4.93 เทียบกับ 4.20) ขณะที่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ เป็นเพียงด้านเดียวที่ E.D.E. มีคะแนนสูงกว่าเล็กน้อย (4.24 เทียบกับ 4.13) ซึ่งสะท้อนถึง gap กลับด้าน ที่ B.E. ควรนำมาพัฒนา

สำหรับกลุ่ม “ทักษะศตวรรษที่ 21” พบว่าหลักสูตร B.E. มีความโดดเด่นด้าน ภาษาอังกฤษ (4.93 เทียบกับ 4.50) และทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ขณะที่ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เป็นจุดที่ E.D.E. มีคะแนนสูงกว่า (4.27 เทียบกับ 4.00) สะท้อนถึง gap สำคัญด้าน digital skills ของ B.E. ที่ควรได้รับการพัฒนา

ข้อสังเกตเชิงพัฒนา (Improvement Insight)

– จุดแข็งของหลักสูตรนB.E. คือ คุณธรรม จริยธรรม ทักษะสังคม ภาษาอังกฤษ และความเป็นพลเมือง

– ช่องว่าง (gap) ของ B.E. คือ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านเทคโนโลยี/สารสนเทศ (เมื่อเทียบกับ E.D.E.)

ดังนั้น หลักสูตรเห็นควรนำผลการวิเคราะห์เข้าสู่ improvement loop โดย

– ใช้ข้อมูล stakeholder feedback (ผู้ใช้บัณฑิต) เพื่อปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้

– เสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้น creative thinking และ innovation

– พัฒนาทักษะด้าน digital literacy และเทคโนโลยีสมัยใหม่

– รักษาและต่อยอดจุดแข็งเดิมของหลักสูตรให้เกิดความยั่งยืน

นอกจากนี้ทางหลักสูตรได้ดำเนินการเทียบเคียงความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตกับหลักสูตรศิปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ดังตารางที่ 8.5-7

ตารางที่ 8.5-7 ตารางคู่เทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต (ช่วงคะแนน 1-5)

ข้อมูลเชิงเทียบเคียง ปีการศึกษา
2565 2566 2567 2568
B.E. E.C. B.E. E.C. B.E. E.C. B.E. E.C.
ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต 4.69 3.95 4.37 3.80 4.26 ไม่มีข้อมูล 4.69 ไม่มีข้อมูล

จากตารางที่ 8.5-7 พบว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ (B.E.) มีผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.26–4.69 จากคะแนนเต็ม 5.00 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจต่อสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะของบัณฑิตที่หลักสูตรผลิตออกมา

เมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรคู่เทียบ คือหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (E.C.) พบว่าในปีการศึกษา 2565–2566 หลักสูตร B.E. มีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่าหลักสูตรคู่เทียบ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.69 และ 4.37 ขณะที่หลักสูตร E.C. มีค่าเฉลี่ย 3.95 และ 3.80 ตามลำดับ ส่วนในปีการศึกษา 2567–2568 ไม่มีข้อมูลของหลักสูตรคู่เทียบสำหรับการเปรียบเทียบ

หลักสูตรดำเนินการจัดเก็บ กำกับติดตาม และนำข้อมูลความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตมาเปรียบเทียบกับหลักสูตรคู่เทียบอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับสำหรับการพัฒนาหลักสูตรและการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน ผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าหลักสูตรมีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับสูงและดีกว่าหลักสูตรคู่เทียบในช่วงที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ สะท้อนถึงประสิทธิผลของหลักสูตรในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ หลักสูตรสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพบัณฑิตอย่างต่อเนื่องต่อไป

Evidence

ID_Evidence Name_Evidence
8.5-1 ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนย้อนหลัง 5 ปี
8.5-2 ผลสำรวจความพึงพอใจที่นักศึกษามีต่ออาจารย์ผู้สอน
8.5-3 ผลสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนการสอน (จากระบบ MIS)
8.5-4 ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของอาจารย์ที่มีต่อหลักสูตร
8.5-5 ผลสำรวจความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อนักศึกษาฝึกงาน
8.5-6 ผลสำรวจความความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิต

 

Self-Assessment

Requirements Result Score
8.1 The pass rate, dropout rate, and average time to graduate are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement. / 1
8.2 Employability as well as self-employment, entrepreneurship, and advancement to further studies, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement. / 1
8.3 Research and creative work output and activities carried out by the academic staff and students, are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement. / 1
8.4 Data are provided to show directly the achievement of the programme outcomes, which are established and monitored. / 1
8.5 Satisfaction level of the various stakeholders are shown to be established, monitored, and benchmarked for improvement.
Overall 5

Leave a Reply